ข่าวด่วน

‘ชิบะ’แลนด์ ดินแดนมหัศจรรย์ :)

สำหรับ ‘ญี่ปุ่น’  ..ไปกี่ครั้งก็สนุก   แต่รอบนี้ไม่ใช่ โตเกียว เกียวโต โอซาก้า ฮอกไกโด หรือฟุกุโอกะ อันสุดฮิต

แต่เป็น ‘ชิบะ’(CHIBA)  จังหวัดน่ารัก  เก๋ไก๋ชไนเดอร์ ได้เว่อวัง และคิขุอาโนเนะ  เป๊ะเว่อร์อีกเช่นเคย  

เล่าสั้น ๆ จังหวัดนี้ หลายคนเคยไป เพราะเป็นที่ตั้งของ โตเกียว ดิสนีย์แลนด์  แต่ไปแล้วไม่ได้อยู่เที่ยวต่อ ซึ่งถือว่าน่าเสียดาย  เพราะจังหวัดชิบะ นั้นน่าเที่ยว ตั้งอยู่บนเกาะฮนชู  เป็นเมืองชายฝั่งทะเล และมีเนินเขาเขียวขจี  สำหรับฉัน ‘ชิบะ’ เป็นเมืองแห่งความฝัน  ที่นักวิ่งชาวไทยหน้าใหม่อย่างฉัน แอบคิดไว้ว่าจะได้ไปสักครั้ง  ก็ที่นี่ทุกสองปีจะมีการจัดงานวิ่งมาราธอน หารายได้ทำบุญในหลายรูปแบบ และเส้นทางการวิ่งที่แตกต่างกันไป   ชิบะนั้นอยู่ไม่ไกล ห่างจากกรุงโตเกียวไม่นาน  เลือกเดินทางไปได้ทั้งรถยนต์ บัส  รวมถึงนั่งรถไฟสาย Chuo-Sobu Line (สีเหลือง) จากสถานี ชินจูกุ ไปสถานีชิบะ (ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง)  หรือนั่งสาย Yokosuka-Sobu Line (สีน้ำเงิน)  หรือจะนั่งรถด่วนจากสถานีโตเกียว ไปสถานีชิบะ (ใช้เวลาประมาณ 45 นาที)  ทั้งสองสายจะมาบรรจบกันที่ Ryogoku จากนั้นก็ลงไปเที่ยวต่อกันได้เลย

สายๆ วันหนึ่งที่เชียงใหม่ ..  ทันใดนั้น

“ฮัลโหลๆ โทรจากการท่องเที่ยวจังหวัดชิบะครับ ไม่ทราบว่าทางสำนักข่าวของคุณ สะดวกที่จะร่วมเดินทางไป Fam trip tour’กับเรา ที่จังหวัดชิบะรึเปล่าครับ ?

  • น้ำเสียงปลายทางกล่าวอย่างสุภาพโทรมา

_ _ _  หายใจเข้ายาววววววเลย  รู้สึกว่าวันนี้อากาศดี๊ดี   ^^=

ภาพทุ่งดอกไม้หลากสี  แหล่งเก็บ..สตรอว์เบอร์รีอร่อยสุดๆ   แหล่งจับกุ้งล็อบสเตอร์ใหญ่สุดของประเทศญี่ปุ่น  ผุดพรายเข้ามาเต็มหัว

“ไปค่ะ”  ฉันโอเค เซย์เยส ในบัดดล

การเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดชิบะ เมืองสุดน่ารัก ตามคำเชิญของ ‘การท่องเที่ยวจังหวัดชิบะ’ จึงเริ่มขึ้น  ระหว่างวันที่ 7 -11 มีนาคม 2561   ทริปสุดพิเศษนี้   มีผู้ร่วมเดินทางไปกันเป็นกลุ่มเล็กๆ  ประกอบด้วยสื่อ ,บล็อกเกอร์ และเอเย่นต์ทัวร์ จากจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ  รวมกัน 7 คน 

เราออกเดินทางจากเชียงใหม่ ในช่วงเย็นวันที่ 7 มีนาคม โดยสายการบินไทย ขึ้นจากเชียงใหม่ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ   ส่วนกระเป๋าเดินทางนั้นเช็คทรูโหลดส่งตรงไปยังญี่ปุ่นเลย   จากสุวรรณภูมิต่อเครื่องบินไปยังสนามบินนาริตะ TG 642B เครื่องออกเวลา 23.55 น.ตามเวลาประเทศไทย  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง  ไปถึงสนามบินนาริตะ จังหวัดชิบะในเช้าตรู่วันที่ 8 มีนาคม  เวลา 07.30 น.(ตามเวลาของประเทศญี่ปุ่น) ซึ่งเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง 

ตัวแทนจังหวัดชิบะ ได้มาต้อนรับคณะของเรา  พาไปขึ้นรถตู้คันหรู  ซึ่งให้ความสะดวกในการเดินทางเป็นอย่างมาก  เพราะในรถมีทั้งบริการ  BUS WIFI เร็วปื้ด ให้ใช้ได้ฟรี  ติดฮีตเตอร์เพิ่มความอบอุ่น หมดปัญหาเรื่องหนาวตลอดการเดินทาง ในวันฝนตก แอพฯบนมือถือแจ้งว่า อุณหภูมิชิบะวันนี้  5 – 16 องศาเซลเซียส และจะมีฝนตลอด 2-3 วัน  

จุดแรกที่เราไป คือ พิพิธภัณฑ์ โบโซโนะมูระ (Chiba Perfectural Open Air Museum Boso no Mura  หรือ Boso no Mura Museum House of cosplay)   แหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้สนามบินนาริตะ  ตั้งอยู่ที่เมืองซะกะเอะ(Sakae)  ที่นี่เราได้สัมผัสบรรยากาศญี่ปุ่นแบบย้อนยุค ไปสมัยเอโดะกันเลย  ด่านแรก ร้าน Cosplay Annex  เป็นร้านน่ารัก เปิดให้ผู้มาเยือนได้เช่าชุดแต่งตัวในสไตล์ตามใจชอบ   ทั้งกิโมโนสวยๆ มีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น town girl ,yukata , young lady , hakama girl แบบครบเครื่อง  หรือจะเลือกแต่งเป็นคอสเพลย์ชุดสนุกซุกซนตามสไตล์ที่ชอบ  อย่าง ชุดนินจา ซามูไร ฯลฯ

   

เมื่อแปลงโฉมกันเสร็จ คณะของเราก็ออกไปเดินเล่นเฉิดฉายถ่ายภาพที่เมืองเก่า  ซึ่งจำลองฉากหมู่บ้านโบราณ อยู่ห่างออกไปไม่เกิน 40-50 เมตร   เมืองโบราณ Boso no Mura Museum House of cosplay  เคยใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์ และซิรี่ย์ญี่ปุ่นมาแล้วหลายเรื่อง  ที่คุ้นตาคนไทย  ได้แก่   หนังดังเรื่อง   ‘จิน หมอทะลุมิติ’   ถือเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง  ซึ่งมีทั้งจัดแสดงวิถีชีวิตท้องถิ่นแบบดั้งเดิมของจังหวัด 

มีร้านจำหน่ายของที่ระลึก และมีการจัดทำเวิร์คช้อปให้ผู้มาเยี่ยมชม  ได้มีส่วนร่วมทำงานประดิษฐ์กับชาวบ้านในเมืองเก่าด้วย  เช่น การตีเหล็ก การผลิตกระดาษสา  พิธีชงชา ทำเส้นโซบะ  และสวมชุดเกราะญี่ปุ่น ฯลฯ   บรรยากาศญี่ปุ่นสุดๆ ทำเอาเหล่านินจา ซามูไร และสาวน้อยกิโมโนจากไทย  เก็บอาการไม่อยู่  ผลัดเปลี่ยนกันบันทึกภาพคู่กับ ดอกซากุระแรก ที่ตอนนี้ได้คลี่กลีบสีชมพูบานสะพรั่งเป็นเมืองแรกของฤดูกาลอยู่เบื้องหน้า  โปรแกรมนี้สามารถจองได้ที่เคาน์เตอร์ภายในสนามบินนาริตะ

ที่ต่อมา เรามาอยู่กันที่ Koyama Farm  แหล่งปลูก ชิบะเบอร์รี่ หรือ สตรอว์เบอร์รีญี่ปุ่น  ว่ากันว่าอร่อยที่สุดของประเทศเลย  ฟาร์มนี้มีมากกว่า 15 สายพันธุ์  ให้ผลที่มี ความหอมหวาน และรสชาติแตกต่างกันไป  ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นและกรรมวิธีการปลูกและการควบคุมดูแลในแบบเฉพาะของเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญ  ที่นี่เองฉันได้รู้ว่าสตรอว์เบอร์รีบนโลกใบนี้  ที่ว่าหวานปานน้ำผึ้ง  หอมเหมือนลูกกวาด   ผลอวบอ้วน  เป็นพวงยาวหลากหลายรูปลักษณ์และรสชาติ ดีจริง   

บางพันธุ์ เนื้อกรอบ  บ้างนุ่มละลายในปาก  มีทั้งสีแดงอ่อน  แดงเข้ม และชมพูดูน่าร้ากก   ฟาร์มนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวจ่ายเงินแค่ครั้งเดียว  สามารถเดินเที่ยวเก็บกินลูกสตรอว์เบอร์รีได้เองจากต้นแบบไม่จำกัด  ทั้งชิม ทั้งดม และเซลฟี่กันจนจุใจ  เรียกว่าถูกใจคณะคนไทยหัวใจสตรอว์ฯ เป็นนักหนา 

“สตรอว์เบอร์รี่ของเรา  มีจุดเด่น ที่ความหวาน และมีกลิ่นหอมมาก ยืนยันได้จากกลิ่นที่หอมฟุ้งออกมาถึงด้านนอกโรงเรือน ส่วนการเพาะพันธุ์นั่น ถือเป็นเคล็ดลับที่เปิดเผยไม่ได้ แต่ละสายพันธุ์จะมีความอร่อยต่างกันไปตามความชอบของแต่ละคน”   โคยามะคุง เจ้าของ Koyama Farm บอกไว้

ฟาร์มแห่งนี้จะปลูกและให้ผลผลิตระหว่างเดือนมกราคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม  ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คนจะเดินทางมาเที่ยวเยอะมาก   แต่ผลสตรอว์เบอร์รี่ก็มีเพียงพอสำหรับทุกคน เพราะปลูกไว้ 5 โซน แต่ละโซนมี 25 โรงเรือน ทางฟาร์มจะสลับปิดและเปิดให้บริการ  เพื่อให้โตทันเก็บกินอย่างต่อเนื่อง  พิเศษสุด.. ทริปของเราทางฟาร์มได้มอบหมายให้  ‘พี่ธิดา หรือพี่เขียว’ สาวไทยภรรยาชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่หลงไหลในรสชาติของชิบะสตรอว์เบอร์รี่อย่างสุดขั้ว จากเดิมที่เป็นลูกค้าเข้ามาชิมสตรอเบอร์รี่ทุกวัน  ตอนนี้เจ้าของฟาร์มได้รับพี่เขียวเข้าเป็นคนงานของฟาร์มไปเป็นที่เรียบร้อย  พี่เขียวบอกว่าชอบกินมาก เลยมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่และได้เก็บสตรอว์เบอรี่กินสมใจ  แถมออกปากรับประกันว่า  “ไปชิมมาแล้วทุกฟาร์ม แต่ของ Koyama Farm ดีที่สุด ทั้งความอร่อย และสดของสตรอว์เบอร์รี่ ที่สำคัญได้เด็ดกินเองจากขั้วเลย” 

ชิมสตรอว์เบอร์รี่จนอิ่มหนำ  นั่งรถไล่เลาะเนินเขาเขียวขจี  ผ่านหมู่บ้านใหญ่น้อยที่แทรกตัวกลางธรรมชาติ มีเรือกสวนไร่นา  สองข้างทางเราเริ่มเห็นริมฝั่งน้ำทะเล เลียบเลาะทะเลอยู่นาน ก็ขึ้นมาอยู่บนไฮเวย์ริมน้ำสีฟ้า   พวกเขาเรียกที่นี่ว่า Tokyo Bay Aqualine   เป็นอีกหนึ่งสุดยอดเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดของโลก  นี่ไง  สถานที่สำหรับการจัดแข่งวิ่งมาราธอน  ‘Chiba Aqualine 2018’ ที่ฉันใฝ่ฝันจะได้มาลองสนามสักครา

 

ใจเต้นแรง ..   ตอนนี้มาถึง  จุดพักรถกลางอ่าวโตเกียว ที่เรียกว่า  Umihotaru (อุมิโฮตารุ)  เป็นอาคาร 5 ชั้น  ชั้น1 – 3 เป็นลานจอดรถ  ชั้น4และ 5 ซึ่งเป็นจุดที่มีร้านขายของ  ร้านกาแฟ ร้านอาหาร กรุด้วยกระจกใส  สามารถมองเห็นวิวท้องทะเลและผืนฟ้าได้เต็มตาแบบรอบด้าน

ร้านกาแฟสตาร์บัค ที่นี่จัดว่าวิวสวยมาก   เรานั่งจิบกาแฟมองทะเลแบบ 360 องศากันอย่างเพลินใจ   ชั้นนี้ยังมีร้านขายของฝาก ขนม ไอศครีมให้จับจ่าย  และมีจุดให้นักท่องเที่ยวนั่งแช่เท้าด้วยน้ำอุ่นให้คลายเมื่อยได้ฟรี

 

  

ที่ข้างประตู  เหลือบไปเห็นป้ายประชาสัมพันธ์การจัดงาน วิ่งมาราธอนประจำปีของเมืองที่ทางจังหวัดติดตั้งไว้    ‘Chiba Aqualine 2018’ นั่นไง..    มีโลโก้ตัวมาสคอตชิบะคุง สีแดง ทำท่าวิ่งเข้าเส้นชัย ทำหน้าชื่น

เชิญชวนให้เราไปร่วมวิ่งมาราธอนด้วยกัน  ฉันเดินฝ่าสายฝนขึ้นไปยังชั้นที่ 5  เขาเปิดโล่งไว้  ให้ผู้คนได้ตากอากาศและชมวิวแบบเต็มตามีเพียงระเบียงที่กั้น 

มีการตกแต่งในลักษณะคล้ายกับได้มายืนอยู่บนหัวเรือ มีเสากระโดงเรือ  ประภาคาร และระฆัง พร้อมตั้งกล้องส่องทางไกลไว้ให้ชมเมือง แว่บนั้นรู้สึกว่าตัวของเราเป็นเพียงจุดน้อยๆที่อยู่บนเกาะรายล้อมไปด้วยน้ำสีฟ้าที่อยู่บนแผนที่โลก  ที่นี่เป็นจุดบรรจบของอ่าวโตเกียว และมหาสมุทรแปซิฟิก หากฟ้าเปิดเราจะมองเห็นภูเขาไฟฟูจิ และเมืองโตเกียวได้จากตรงนี้ 

เบื้องหน้ารถยนต์คันกระจ้อยกำลังแล่นอยู่บนถนนยกระดับที่พาดผ่านเชื่อมต่อกันไปมา   ถนนบนทะเล Tokyo Bay Aqualine  เป็นทางด่วนที่เชื่อมระหว่างเมืองคาวาซากิ(Kawasaki City) จังหวัดคะนะกะวะ (Kanagawa) และเมืองคิซะระซุ (Kisarazu City) จังหวัดชิบะ ส่วนหนึ่งเป็นอุโมงค์ทางลอดทะเล เชื่อมต่อกับสะพาน ระยะทางรวม 14 กิโลเมตร  นี่สินะจุดที่ชิบะจะใช้เป็นสนามให้คนเรือนหมื่นมาวิ่งมาราธอนรับลมทะเล  ปีนี้จะมีขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2561นี้  หลับตานึกภาพ..หากได้ไปวิ่งเหยาะอยู่ตรงนั้นคงสุขใจเหลือเกิน

 กาแฟหมดแก้วแล้ว.. ได้เวลากลับ บ้ายบายท้องฟ้าบ๊ายบายสายลม หวังว่าจะได้กลับมาเจอกันอีกนะ ‘ชิบะคุง’

ค่ำนี้ปิดท้ายกันที่ Tokyo German Village  เราได้ตระการตาไปกับแสงไฟกว่า 3 ล้านดวง ที่ส่องสว่างไปทั่วพื้นที่กว่า 60,000 ตารางเมตร  นักออกแบบได้ร้อยเรียงเป็นเรื่องราว บางช่วงเหมือนได้เดินผ่านสรวงสวรรค์  บางจุดเหมือนได้ข้ามผ่านไปดินแดนแห่งเทพนิยาย มีเหล่าสรรพสัตว์   ตัวเอกในนิทาน ป้อมปราสาท สายรุ้ง โลดแล่นเข้ามาในโลกแห่งจินตนาการ โอ้”นี่มันดาวบนดิน” โดยแท้

พ้นออกมาจากอุโมงค์สายรุ้ง นี่หากร่ายมนต์ได้ฉันว่าจะเสกปราสาทงาม ชวนเหล่าตัวละคร และผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีกลับไปไว้ยังยอดดอยที่บ้านเกิดซะเลย

สุดยอดมื้ออร่อยของทริป ยกให้ร้านนี้   มาเมืองทะเล  สมใจที่ได้ชิมมื้อค่ำ ที่ร้าน TAKARAYA ในเมือง คิซาระสึ เป็นอาหารในแบบ เทรดดิชั่นนัลแจแปนนีส   นอกจากหน้าตางดงามแล้ว ยังคงความสดของอาหารทะเลที่พิถีพิถันมาทุกเมนู  ที่ชอบมาก คือ ซาซิมิ ทั้งสดและอร่อย  เมนูพิเศษอย่างซุปหอยนี่ก็เล่นเอาติดใจ  สรุปรวมว่า เขายกของดีจากท้องทะเลมาเติมแต่งเป็นศิลปะบนจานอาหาร

ปิดท้ายวันแรกอย่างอิ่มเอม  คืนนี้นอนหลับฝันดี โอยาสุมินาไซ .. เราเข้าที่พักในโรงแรม Okura Akademia Park Hotel  ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา มากด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกของห้องพักที่พรั่งพร้อม ท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติที่สวยงาม

วันที่ 2 ตื่นแต่เช้ามากินอาหารชั้นยอดของโรงแรม นอกจากอาหารนานาชาติหน้าตาดี ทั้งสลัดผักผลไม้สด และขนมปังอบร้อนสดจากเตาแล้ว  ที่น่าจะประทับใจทั้งคนญี่ปุ่นและต่างถิ่นมากๆคือ เมนูเส้น  ที่ทางโรงแรมให้เราได้ลวกและเลือกตักเครื่องปรุงหลากหลายตามใจชอบ  นั่งละเมียดมื้อเช้าแบบเพลินตาไปกับวิวน้ำตกและต้นไม้เปลี่ยนสีที่เริ่มผลัดใบ สีจัดอวดตาในต้นฤดูใบไม้ผลิ .. วันนี้พร้อมแล้ว  ไปตะลุยดินแดนแห่งท้องทะเลทางตอนใต้ของจังหวัดชิบะ คือเมืองมินามิ โบโซ (Minami Boso)กัน   โซนนี้ถือเป็นแหล่งจับกุ้งล็อบสเตอร์แหล่งสำคัญของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

เมื่อมาถึงเมืองชายฝั่งทะเลแถบใต้  เราเริ่มจากการเปิดประสบการณ์สนุกสุดมันส์ไปกับ ด่านแรก คือ กิจกรรม Minami Boso Kart  สนุกตรงที่ได้แต่งตัวเป็นตัวการ์ตูนดิสนี่ย์ฯ  แล้วขึ้นขับรถโกคาร์ทบนถนนใหญ่  เลียบชายหาด โดยมีเทรนเนอร์คอยขับนำให้คณะของเราขับตาม ลองนึกภาพ อากาศเย็นๆ  นั่งขับโกคาร์ทแล่นฉิวให้ลมทะเลปะทะหน้า  ได้กินลมชมวิวในสถานที่ใหม่ ๆในต่างแดน นับเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดจริงๆ

ด้วยจังหวัดชิบะอยู่ติดกับอ่าวโตเกียวและมหาสมุทรแปซิฟิก พื้นที่แถบนี้จึงทำประมงจนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งจับล็อบเตอร์หรือกุ้งอิเสะมากที่สุด  ในขณะเดียวกันก็มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอยู่บริเวณชายฝั่ง และที่มิควรพลาด คือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่  Kamogawa Seaworld   จุดเด่นนอกจากความยิ่งใหญ่ ทันสมัยและคงความเป็นธรรมชาติในการออกแบบส่วนเลี้ยงและจัดแสดงสัตว์น้ำแล้ว  ที่นี่เราพบกับสัตว์น้ำมากมายที่ไม่มีให้เห็นในเมืองไทย  ทั้งภายในตัวอาคารและกลางแจ้ง เป็นสัตว์ที่มาจากทะเลลึก  เรายืนขำนกเพนกวินฝูงใหญ่ที่กำลังยืนให้น้ำแข็งแห้งก้อนโตตกลงมาใส่ตัว  เด็กๆ กำลังเฝ้ามองปลานีโมอยู่ในตู้เลี้ยงขนาดมหึมา  สิงห์โตทะเลตัวหนักอึ้งว่ายน้ำพริ้วสวนกันไปมา บางตัวมีงาน่าเกรงขาม ที่นี่เปิดให้ชมความน่ารักและแสนรู้ของฝูงปลาโลมา  แมวน้ำ

ที่สร้างความฮือฮา เรียกรอยยิ้มและความประทับใจสุดๆ คือ การแสดงความสามารถของ..ปลาวาฬเพชรฆาต ที่ตัวโตเท่าตึก นอกจากสเตเดี้ยมกลางแจ้งที่มีฉากหลังเป็นท้องทะเลแล้ว การแสดงโชว์นี้ยังบอกเล่าได้ดีถึงความมานะพยายามในการฝึกฝนและความรักความผูกพันอันอ่อนโยนของพี่เลี้ยงกับปลาวาฬยักษ์ ที่โชว์ร่วมกันได้อย่างอภิมหาตระการตา หาดูไม่ได้ง่ายๆเลย

ก่อนกลับออกจาก เมืองมินามิ โบโซะ  แวะไปสักการะพระพุทธรูปหินแกะสลักองค์สูงใหญ่ 31 เมตร  ที่วัดนิฮอนจิ – Nihonji ซึ่งตั้งอยู่กลางหุบเขาทางทิศใต้ของภูเขาโนะโกะกิริยะมะ โดยพระพุทธรูปปางสมาธิที่เห็นตรงหน้า มีภาชนะบรรจุยาอยู่ในมือซ้าย มีการแกะสลักพระพุทธรูปอีก 7 องค์ล้อมรอบ ประหนึ่งคำสอนของพระศาสดาที่ว่า มรรคมีองค์ 8

ตำนานเล่าขานว่าเป็นพระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ หากได้อาบน้ำจากภาชนะหินจะช่วยรักษาโรคได้  บริเวณโดยรอบสงบเย็นสมกับที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา ดอกซากุระสีขาว เหล่าดอกไม้สีชมพู และใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีรับแสงตะวันที่สาดส่องสามารถมองลงมาเห็นวิวภูเขาฟูจิและอ่าวโตเกียว

เข้าวันที่สาม  มาถึงเป้าหมายสำคัญ หากคุณเป็นคนโรแมนติก  หลงไหลทุ่งดอกไม้หลากสีสัน  ที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบเปิด Mother Farm คือหนึ่งไฮไลต์ของชิบะที่มิควรพลาด  เป็นฟาร์มเปิดที่มีสโลแกนว่า“ฟาร์มสนุกสุดหรรษา”  ที่นี่เป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์นานาชนิด  มีสวนสนุกเปิด  วิวสวย  ที่โดดเด่น คือทุ่งดอกไม้สีจัดปลูกเต็มเนินเขาสลับชนิดกันตามฤดูกาล   ช่วงที่ไปนี้ดอกนาโนะฮานะ (คล้ายๆดอกกวางตุ้งบ้านเรา)กำลังเหลืองอร่ามเบ่งบานเต็มทุ่ง มีกลุ่มเพื่อน  ครอบครัว และหนุ่มสาวเดินทางมาถ่ายภาพกันต่อเนื่อง  

กลางพฤษภาคม-กลางตุลาคม จะเป็นช่วงเวลาของดอกพิทูเนีย สีชมพูหวาน   ปลายพฤษภาคมถึงคิวของทุ่งดอกไอริสสีขาว  ต้นเดือนกันยายน-กลางตุลาคมจะเป็นดอกซัลเวีย มองเห็นเป็นทุ่งสีแดงจัด ฯลฯ  นอกจากจะได้เห็นเด็กๆ วิ่งไล่ดูไล่จับสัตว์น้อยใหญ่กลางฟาร์มแล้ว ยังมี ทางเดิน Cat Walk ให้แพะและแกะได้เดินโชว์ในมุมสูง    สัตว์แปลกตาอย่างอัลปาก้าก็ตัวโตกว่าบ้านเรา  การแสดงความสามารถของฝูงแกะ วัว และม้าเสนรู้  ใน Mother Farm ยังมีกิจกรรมน่าสนุกอีกมากมายตามฤดู

 

มีพื้นที่เปิดให้ครอบครัวมานั่งปิกนิค ปิ้งบาบีคิว และจิบชา  แม้อากาศจะหนาว  แต่ฉันไม่พลาดชิมไอติม ซอฟท์ครีม และขึ้นไปนั่งเล่นบน คัลลังฉะ- ชิงช้าสวรรค์ญี่ปุ่นที่สูงเท่าตึกระฟ้า .. ให้สายลมพัดพา ‘ความคิด’ ให้ล่องลอย

ภาคบ่ายของการเดินทาง  เราแวะไปที่ Yoneya Restaurant & Souvenir Shop ซึ่งถือเป็นศูนย์บริการท่องเที่ยวของเมืองโยเนยะ คล้ายกับ ททท. บ้านเรา    นอกจากเจ้าบ้านจะจัดเตรียมเซตอาหารกลางวันแบบญี่ปุ่นสุดโออิชี่ๆๆๆๆ อร่อยมากๆ (ในเซตมีทีเด็ด คือ นาเบะ กับ ข้าวอบหน้าปลาไหล-อุนาหงิ) เรียกว่ากินหมดจนหยดสุดท้ายเลยเชียว ปิดท้ายเราได้ลงมือทำขนม  Dorayaki ไส้ถั่วแดงแบบเต็มคำ  ของโปรดของโดราเอม่อน ณ Yoneya จะดีแค่ไหน ได้ทำเองกินเอง (:

เวลาเหลือ  เราออกไปเดินย่อยที่วัด นาริตะซัง – Naritasan   อยู่ห่างจาก Yoneya Restaurant ไม่เกิน 5 นาที   นี่เป็นอีกวัดที่มีความสวยงามมาก อายุเก่าแก่ 1,080 ปี มองดูขรึมขลังอลังการ อยู่ใกล้สนามบินนาริตะนิดเดียว วิหารกลางดูยิ่งใหญ่  มีเจดีย์สามชั้น  วัดนี้ขึ้นชื่อ ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะการขอพรให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอุบัติเหตุ และขอพรด้านความรักและการงานต่างๆ

ไกด์สาวท้องถิ่น บอกว่า คนที่ต้องการจะมีบุตรเขาจะมาขอลูกกันที่นี่  โชคดีอีกอย่างคือเราได้พบกับต้นดอกซากุระและดอกบ๊วยงามตา ที่ยืนต้นเรียงตัวยาวในสวนดอกไม้รอบวัดให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด

ค่ำสุดท้ายก่อนกลับ เราพักที่โรงแรม  Marroad international hotel narita โรงแรมหรูแห่งนี้ ตั้งอยู่ทำเลที่ดีมาก มาญี่ปุ่นจะยังไงก็ต้องขอ ‘ช้อปปิ้ง’สักนิด ..  ที่นี่มีบริการรถบัสของโรงแรมรับส่งเราไปยังแหล่งช้อปปิ้ง หนึ่งในสถานีเด็ด คือ ย่านซึ่งเป็นที่ตั้งของห้างอิออน และร้านดองกิ (คล้ายๆโลตัสบ้านเรา) ที่นี่เราได้เลือกดูสินค้าแฟชั่น  จับจ่ายขนม  ของฝาก  มีร้านร้อยเยนที่คนไทยชอบ ใกล้กันนั้นยังมีเอ้าท์เล็ท และแหล่งละลายทรัพย์อีกหลายจุด เอาเป็นว่าซื้อของครบ  มีเวลาไปลองใช้บริการบุฟเฟ่ต์ชาบูกับหมู่คณะ เดินเพลินจนหมดเวลาของรถบัสโรงแรม  เราจึงทดลองนั่งแท็กซี่ญี่ปุ่นกลับที่พัก และปิดท้ายด้วยการใช้บริการแช่น้ำร้อน ไปจุมปุ๊กกันในบ่อออนเซ็น และอบซาวน่า เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้ากันอย่างเบาใจ  และนี่คือการเดินทางในทริปสุดพิเศษอีกครั้ง ของการมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นของเรา

บินกลับถึงไทย “เป๋นใดม่วนก่อ?”

“ม่วนขนาดด”  (แปลว่า สนุกสุดๆ) .. ฉันตอบเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่ถาม  เป็นคำตอบเดียวแถมด้วยรอยยิ้มอันอิ่มเอม 

อ้อ.. ได้สนุกเผื่อทุกคนที่อวยพรมาระหว่างการเดินทางเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะ

ออเจ้า ..ถ้า ‘บุพเพสันนิวาส’ มีจริง  เราคงได้เจอกันอีกแน่ๆ ..ชิบะแลนด์ ดินแดนมหัศจรรย์ 🙂

++จบ++

หมายเหตุ:  /ชมคลิป ได้ที่  http://www.hedlomnews.com/?p=23003

มาสคอตของจังหวัดชิบะ คือ ‘CHIBA KUN’ ชิบะคุง  มาจากรูปแผนที่จังหวัด มีตัวสีแดง จมูกแหลมสีดำ หน้าตาน่าเอ็นดู มีความใฝ่เรียนรู้ ชอบความท้าทาย กล้าหาญ ตื่นเต้นเมื่อพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

++ใครอยากลองไปวิ่งงานมาราธอน  ‘Chiba Aqualine 2018’  เขารับสมัครผู้เข้าแข่งขันต่างชาติด้วย  ติดตามข้อมูลได้ที่  http://chiba-aqualine-marathon.com/2018/en/

ขวัญดาว จิตรพนา  เรื่องและภาพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน