ภาคประชาชนเชียงใหม่ตั้งคำถาม ‘เมืองมรดกโลก’คืออะไร

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2560 ที่ห้องประชุมอาคาร UNISERV สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ รศ.ดร.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มช. หัวหน้าคณะที่ปรึกษาโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ตามแนวทางมรดกโลก (ระยะที่ 2) เปิดประชุมระดมความคิดเห็นภาคประชาชน (ครั้งที่ 2 ) โดยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนจากชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น

รศ.ดร.วรลัญจก์ กล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ในระยะที่ 2 ของการทำงานที่เหลือในปี 2560 ซึ่งล่าสุดมีการหารือกับ 13 หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมและแหล่งมรดกโลกของเชียงใหม่ เพื่อร่วมทำความเข้าใจและเสนอแนวคิดต่อแผนบริหารจัดการ (Management Plan) พื้นที่แหล่งมรดกโลกใน 5 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย แผนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน แผนการอนุรักษ์แหล่งมรดกและสภาพแวดล้อม แผนการจัดการโครงสร้างพื้นฐานและแผนรับมือความเสี่ยงแหล่งมรดก แผนการจัดการการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยว และแผนพัฒนาศักยภาพแหล่งมรดก

“ซึ่งหน่วยงานต่างๆ แนะนำให้เราเพิ่มการประชาสัมพันธ์ เพื่อเข้าถึงชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานภาครัฐให้มากขึ้น รวมทั้งเตรียมการที่จะนำสายไฟฟ้าและโทรศัพท์ลงใต้ดินในเขตคูเมืองเก่า ดูแลจัดการความสะอาดบริเวณโดยรอบของพระบรมธาตุดอยสุเทพวรวิหาร ซึ่งมีนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าไปจำนวนมากในแต่ละวัน ซึ่งตลอดทั้งปี 2560 คือการจัดทำแผนบริหารจัดการ (Management Plan) จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหารือกับทุกภาคส่วนไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความเข้าใจเชื่อมโยงใกล้ชิดกัน และเพื่อเมืองเชียงใหม่ของตนเองที่ทุกคนรัก ควบคู่ไปกับการรักษาเอกลักษณ์ของเมือง สลายกรอบคิดของแต่ละกลุ่ม เพื่อนำวัฒนธรรมและมรดกผนวกเข้าไป” รศ.ดร.วรลัญจก์ กล่าว

ส่วน ผศ.คมสัน ธีรภาพวงศ์ นักวิชาการประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเสริมในหัวข้อ ‘เราอยากให้เชียงใหม่เมืองมรดกโลกเป็นอย่างไร’ ว่า เป็นเรื่องยากที่จะทำการขุดรากเหง้าของเมืองเชียงใหม่ออกมาให้ทุกคนเข้าใจ แต่จำเป็นต้องทำอย่างสุดความสามารถเพื่อนำเสนอความเป็นเมืองที่มีคุณค่าระดับโลกให้ก้าวสู่เมืองมรดกโลกให้ได้ ที่ผ่านมาเชียงใหม่ไม่มีทิศทางในการพัฒนาเมืองอนุรักษ์ จะทำอย่างไรให้เมืองเก่าแห่งนี้เติบโตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ เป็นเมืองที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ แต่มีเส้นทางการเดินเท้า ขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ อาคาร วัด และชุมชน มีการจัดการขยะ ความสะอาด และสีที่เหมาะสม ไม่ใช่การปล่อยปละละเลยเช่นทุกวันนี้

ในขณะที่ น.ส.สุรีย์รัตน์ ตรีมรรคา สมัชชาพลเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า ตั้งใจมาฟังและศึกษาความเป็นไปได้ของการที่เชียงใหม่จะเป็นมรดกโลก และได้คำตอบว่าอะไรคือความโดดเด่นของเมืองเชียงใหม่ เพราะขณะทุกอย่างมันปนกันไปหมด หากพูดในแง่สถาปัตยกรรม วัดวาอาราม ก็เปลี่ยนไปไม่ใช่ของเก่าที่แท้ แล้วเชียงใหม่จะขายอะไร เพราะชุมชนดั้งเดิมที่เคยอยู่หายไป เกินกว่าครึ่งขายบ้านไปเป็นโรงแรมขนาดเล็กๆ ส่วนที่บอกว่าเราต้องรักษาศาลบ้าน ผีเสื้อบ้าน สิ่งนี้น่าจะเพื่อขายนักท่องเที่ยวมากว่าที่จะเป็นจิตวิญญาณของเมืองเก่า

“ใจเราอยากให้เชียงใหม่เป็นมรดกโลก แต่ต้องเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา มีเสน่ห์ และผู้คนสามารถใช้ชีวิตปกติได้ เมืองเชียงใหม่ต่างจากสุโขทัยและอยุธยาที่เป็นเมืองเก่าที่เหลือแต่ร่องรอย แต่เชียงใหม่เป็นเมืองเก่าที่ผสมผสนาไปกับความใหม่หรือความเจริญที่ไหลเข้ามาทุกวัน คงต้องอาศัยความร่วมมือโดยเฉพาะชุมชนเป็นพลังในการขับเคลื่อนให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันในเวียงเชียงใหม่อย่างมีความสุขและส่งต่อสู่รุ่นลูกหลาน”

นายทรงฤทธิ์ ธรรมไชย เครือข่ายองค์กรชุมชนเมืองเชียงใหม่ จากชุมชนช้างม่อย กล่าวว่า อยากรู้ว่าการเป็นมรดกโลกชุมชนชาวเชียงใหม่จะได้หรือเสียมากกว่า เพราะความจริงแล้วปัจจุบันเหลือคนพื้นถิ่นเพียง 25% ที่กลายเป็นเครื่องมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงมองว่าการจะเป็นเมืองมรดกโลกน่าจะทำให้เป็นเมืองมรดกของคนเชียงใหม่ก่อนจะดีกว่า เพราะทุกวันนี้มีกี่คนที่เข้าใจคำว่า ‘เมืองมรดกโลก’ ชาวชุมชนไม่รู้และส่วนใหญ่ขายถิ่นฐานบ้านเดิมให้คนต่างถิ่นเข้ามาสร้างอาคารสูงทำโรงแรมเต็มเมืองไปหมดแล้ว มันช้าไปหรือเปล่า

ทั้งนี้เมืองเชียงใหม่ได้รับการพิจารณาขึ้นบัญชีเบื้องต้น (Tentative List) ตามอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่ จึงร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ริเริ่มโครงการจัดทาแผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ตามแนวทางมรดกโลก (โครงการเชียงใหม่สู่มรดกโลก) ระยะที่ 1 ในปี 2559

และระยะที่ 2 ในปี 2560 คือในเดือนมกราคม-มีนาคมที่ผ่านมา คณะทำางานดำเนินงานต่อยอดจากระยะที่ 1 ในด้านการศึกษา และรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และบริบทต่างๆ ของเมืองเพิ่มเติม เพื่อสร้างข้อมูลและหลักฐานสนับสนุนรองรับแนวคิดการนำเสนอคุณค่าโดดเด่นเป็นสากล (Outstanding Universal Value – OUV) และพื้นที่ยื่นขอเสนอเป็นพื้นที่มรดกโลกแบบกลุ่ม (Serial Nomination Area) ทั้ง 2 แหล่ง คือ เวียงเชียงใหม่ และดอยสุเทพ-วัดพระธาตุดอยสุเทพ ตามหลักเกณฑ์การเป็นมรดกโลก (Criteria of Selection) และแนวทางการเตรียมเอกสารยื่นขอเสนอ ร่วมไปกับการพัฒนากระบวนการการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อสร้างแผนบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลก (Management Plan) ซึ่งจะต้องจัดทำขึ้นควบคู่กับข้อเสนอทั้งในส่วนของคุณค่า และพื้นที่ยื่นขอเสนอเป็นมรดกโลก

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน

ปิดโหมดสีเทา